บรรยากาศการแข่งขันเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อประธานาธิบดี ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังขุนพลนักเตะจากตะวันออกกลางว่า แม้ตามกฎจะสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ แต่เขามองว่าอาจ “ไม่เหมาะสม” หาก ทีมชาติอิหร่าน จะเดินทางมายังสหรัฐฯ ในช่วงนี้ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ความปลอดภัยในชีวิต” ของตัวนักกีฬาเอง
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน (U-turn) เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่นาน ทรัมป์เพิ่งหารือกับ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า และมีท่าทีต้อนรับทุกชาติอย่างเป็นกันเอง แต่ทว่าสถานการณ์ตึงเครียดหลังเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดิ่งเหว
- งานช้างที่เอติฮัด เป๊ป ปลอบใจแข้ง เรือ เล่นดีแต่สอบตก พ่าย ราชัน ยับ
- ปืนใหญ่ หืดจับ อาร์เตต้า บ่นทีมใช้โอกาสเปลือง ฮาแวร์ตซ์ ซัดโทษเจ๊า
- อาเพศเกาะอังกฤษ 6 ตัวแทนพรีเมียร์ลีกกอดคอ ไร้ชัยศึก UCL รอบ 16 ทีม
สงครามน้ำลายครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งควรจะเป็นมหกรรมแห่งสันติภาพ จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้งที่รุนแรงถึงขั้นมีการสูญเสียผู้นำระดับสูง และการใช้ความปลอดภัยมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง
มุมมองวิเคราะห์ การที่การเมืองแทรกแซงกีฬาในระดับนี้ อาจบีบให้ฟีฟ่าต้องเร่งหามาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด หรือหาทางออกเพื่อไม่ให้ทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกต้องพังทลายลงเพราะความขัดแย้งระหว่างชาติ